‘สุขเกษียณ ในอาศรมสนทยา

“...ผมคิดว่ายิ่งแก่ตัวไปยิ่งสูงอายุยิ่งสูงวัยยิ่งต้องติดดินยิ่งต้องใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น... คุณถอดรองเท้าเดินนอกบ้านครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ จำได้ไหมครับ?…”

.

อาศรมสนธยาเล่มนี้เป็นหนังสือที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของการสร้างนิวาสถานเพื่อการใช้ชีวิตในบั้นปลายของ อ.วีระ ธีรภัทร (ปัจจุบันอายุ 64 ปี) เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาน่าสนใจแฝงหลักธรรม และปรัชญาในการใช้ชีวิตของอ.วีระ ได้เป็นอย่างดี เช่น

.

“วันที่สำคัญที่สุดของชีวิตคนเรามีแค่ 2 วัน คือวันเกิดกับวันที่เรารู้ว่าเราเกิดมาทำไม” โดยยกคำคมของ มาร์ค ทเวน นักประพันธ์ชาวอเมริกัน มาขยายความว่า:

.

"...ชีวิตของคนเราก็เหมือนกับเรื่องราวการผจญภัยที่แบ่งออกได้เป็น 2 ภาค...ภาคแรก จากวันที่เกิดจนถึงวันที่เรารู้ว่าเกิดมาทำไม และภาค 2 จากวันที่รู้ว่าเกิดมาทำไม จนถึงวันที่ต้องตายจากไป บางคนอาจจะมีชีวิตเพียงแค่ภาคแรก แถมยังไม่จบก็มีอันเป็นไปซะก่อนด้วยซ้ำ คนเราไม่ใช่ว่าจะรู้ว่าตัวเองเกิดมาทำไมกันได้ทุกคนนะ แม้แต่ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่ารู้ว่าตัวเองเกิดมาทำไมหรือเปล่า..”

.

ประโยคและวลีข้างต้นเป็นคำคมที่สะกิดใจ เมื่อได้อ่านแล้วก็สะท้อนให้ได้คิดตาม ถึงสัจจธรรมของชีวิต

.

ในหนังสืออาศรมสนธยานี้ ยังได้อ้างอิงหนังสืออีกสองเล่ม เล่มหนึ่งคือ “มีวัดเป็นรมณีย์ มีกุฏีเป็นที่สบาย” อีกเล่มหนึ่งคือ “หนังสือพจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์” ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ซึ่งได้ให้คำจำกัดความ และความหมายของคำในภาษาบาลีที่เกี่ยวข้องไว้หลายคำ

.

คำว่า “สบาย” ในภาษาไทยที่เราใช้กันน่าจะมาจากคำว่า “สัปปายะ”ในภาษาบาลี ขณะที่คำว่าสบายนั้นดูจะมีเป้าหมายว่าคือทำยังไงก็ได้ให้สบาย เพราะเมื่อสบายแล้วก็จะรู้สึกว่ามีความสุข

แต่คำว่าสัปปายะนั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่า ไม่เหมือนกับคำว่าสบายในภาษาไทยเสียทีเดียว

“สัปปายะ” หมายถึง สิ่งที่เหมาะกัน หนุน เอื้อ เกื้อกูล เกื้อหนุน ต่อการดำเนินชีวิตที่ดี ที่จะทำกิจหน้าที่การงานและการศึกษาภาวนาทุกอย่าง

.

สัปปายะ 7 “หัวใจของอาศรมสนธยา”

.

1. อุตุสัปปายะ -มีสภาพแวดล้อมดินฟ้าอากาศฤดูกาลที่ดี

2. เสนาสนะสัปปายะหรืออาวาสสัปปายะ -มีที่นั่งที่นอนที่อยู่อาศัยบ้านเรือนที่มั่นคงปลอดภัยใช้งานดีไม่มีสิ่งรบกวนหรือรำคาญ

3. โคจรสัปปายะ -พื้นที่ละแวกใกล้เคียงที่จะแวะเวียนไปประจำเพื่อหาของกินของใช้ เช่นย่านร้านค้าตลาดแหล่งอาหาร เครื่องมือของใช้ ไปมาสะดวก ไม่ใกล้ไม่ไกลจนเกินไป

4. อาหารสัปปายะหรือโภชนสัปปายะ -มีของกินไม่ขาดแคลนมีรสมีชาติเกื้อกูลต่อสุขภาพ ไม่เป็นพิษภัยต่อร่างกาย (มีของอร่อยๆให้กินนั่นเอง)

5. ปุคคลสัปปายะ -ไม่มีคนร้ายภัยพาล ไม่มีโจรขโมยจนต้องหวาดระแวง มีคนดีมีไมตรีถูกอัธยาศัยพูดคุยกัน มีคนเก่งคนมีปัญญาไปปรึกษาหารือกันได้

6. ภัสสสัปปายะ หรือธัมมัสสวนสัปปายะ -มีการพูดคุยที่เกื้อหนุนการศึกษาพัฒนาตนเอง ได้พูดได้ฟังการสนทนาไปถามเรื่องที่จะทำให้เจริญเจริญใจ

7. อิริยาปถสัปปายะ -ดำเนินชีวิตด้วยอริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง และนอน อันเป็นผลจากการมีสัปปายะทั้ง 6 ข้อข้างต้น

โดยหลักคิดทางพุทธศาสนา เรื่องสถานที่อันรื่นรมย์และสัปปายะ ควรมีคุณสมบัติของรมณียสถานขั้นพื้นฐาน 4 อย่าง

.

1 ฉายูทก (มีร่มไม้และสายน้ำ)

2 ภูมิภาค (ผืนแผ่นดินสะอาดปลอดภัยสบายตา)

3 คมนาคม (ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไปเดินทางไปถึงได้สะดวก)

4 บุคคล (คนในพื้นถิ่นพื้นที่และผู้เกี่ยวข้องเป็นคนดีไม่พลุกพล่านจอแจจนเกินไป)

.

โดยคติทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้แบ่งช่วงเวลาของชีวิตออกเป็น 4 ช่วงซึ่งเรียกว่าอาศรม 4 ได้แก่

.

1. พรหมจรรย์ อาศรมแรกหรือปฐมวัยอยู่ในช่วงอายุ 8 ถึง 25 ปี

2. คฤหัสถ์ อาศรมที่ 2 หรือมัชฌิมวัยอยู่ในช่วงอายุ 25 ถึง 50 ปี

3. วานปรัสถ์ อาศรมที่ 3 หรือปัจฉิมวัยอยู่ในช่วงอายุ 50 ถึง 75 ปี

4. สันยาสี อาศรมที่ 4 อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไปจนถึงสิ้นอายุขัย

.

เรื่องอาศรม 4 เป็นหลักการกว้างๆที่แนะนำว่าในช่วงอายุไหนควรมุ่งมั่นไปในเรื่องอะไร จะได้ไม่สับสนวางระบบชีวิตให้ถูกต้อง สอดคล้องกับวัยอันควรตามหลักการของวรรค 4 (ปุรุษารถ 4) ได้แก่ ธรรม-อรรถ-กาม-โมกษะ

.

คำว่า “อาศรม” จึงไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้างที่จับต้องได้เท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาของชีวิต ที่เคยเป็นอดีตของเรา ที่เรากำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน และที่เรากำลังจะเป็นไปในอนาคต โดยมีหลักการที่เป็นเป้าหมาย ซึ่งเรียกว่า “วรรค” มากำกับเอาไว้

.

การจัดลำดับเป้าหมายชีวิตที่เรียกว่าวรรค 4 ส่วนใหญ่จะไล่เรียงจากธรรม-อรรถ-กาม-โมกษะ แต่ก็มีบ้างในบางตำราที่จะสลับกันเป็น อรรถ-กาม-ธรรม-โมกษะ

ด้วยเหตุนี้ภาระหน้าที่และวัตรปฏิบัติอันควรของแต่ละช่วงวัยของชีวิต(ของแต่ละช่วงของอาศรม) จึงต้องเป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของชีวิตในแต่ละช่วงซึ่งแตกต่างกันไป

.

พรหมจรรย์-ธรรม

คฤหัสถ์-อรรถ

วานปรัสถ์-กาม

สันยาสี-โมกษะ

.

“ธรรม” หรือ ธรรมะ ในภาษาสันสกฤตและคำว่า “ธัม” หรือ ธัมมะ ในภาษาบาลีแปลว่า

“...สภาพที่ทรงไว้ ธรรมดา ธรรมชาติ สภาวธรรม สัจธรรม ความจริง เหตุต้นเหตุ สิ่ง ปรากฏการณ์ ธรรมารมณ์สิ่งที่ใจคิด คุณธรรม ความดี ความถูกต้อง ความประพฤติชอบ หลักการ แบบแผน ธรรมเนียม หน้าที่ ความชอบ ความยุติธรรม พระธรรมและคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น…”

.

คติพราหมณ์ฮินดูกำหนดให้ “ธรรม”เป้าหมายชีวิตแรกสุด คำว่า “ธรรม”ในที่นี้คือการเรียนรู้กฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันในสังคมเข้าใจหน้าที่และดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสภาพสังคม

.

“อรรถ- Artha” แปลว่า ความหมาย ความมุ่งหมาย เนื้อความ ใจความประโยชน์ผล

อรรถ เป็นจุดหมายประการที่สองในชีวิตมนุษย์ ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องของการแสวงหาทรัพย์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัตถุเพื่อให้ชีวิตสะดวกสบายและมีความสุข โดยคติทางพราหมณ์-ฮินดู การแสวงหา”อรรถ”นั้น ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน แต่เป็นเรื่องของบ้านเมืองและสังคมด้วย ถ้าหากบ้านเมืองนั้นไม่มีความมั่งคั่งและมั่นคง ประชาชนที่อยู่ในรัฐนั้น ก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ 2 ของชีวิตได้โดยง่าย

.

“กาม” แปลว่า ความใคร่ ความอยาก ความปรารถนา สิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่

.

เมื่อพูดถึง กาม คงต้องโยงไปถึงความรู้สึกปรารถนาอยากได้ใคร่มีความสุข จากการได้เสพรูปรสกลิ่นเสียงและการสัมผัสผ่านอวัยวะของคนเรา ในความหมายที่แคบที่สุดคือกามารมณ์หรือกามคุณคือความรู้สึกทางกาม ซึ่งในภาษาไทยเราจะมุ่งไปที่สัมผัสทางกายอันหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์เป็นสำคัญ แม้ในข้อเท็จจริงการได้มาซึ่ง รูป รส กลิ่น เสียง ตามที่ใจเราปรารถนาก็เป็นเรื่องของกาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรารถนาของมนุษย์ทั้งสิ้น

.

คติทางพุทธจะเน้นเรื่องของการละหรือลดเรื่องกาม เพราะไปเกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดกิเลส ก่อให้เกิดทุกข์อันเป็นการยึดติด อยากได้มาเป็นของเรา เป็นเหตุให้เกิดความริษยา หวงแหน ลุ่มหลง ซึ่งคติทางพุทธก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องกามเสียทีเดียว เพียงแต่มีท่าทีชี้ให้เห็นโทษของกาม และการยึดติดในกามเป็นสำคัญ

.

ตรงข้ามกับท่าทีของคติพราหมณ์ฮินดูซึ่งถือว่า กาม เป็นบ่อเกิดของความรื่นรมย์ในชีวิต ถึงขนาดส่งเสริมให้แสวงหาความสุขจากกามด้วยซ้ำ แต่ทั้งนี้ กาม ควรจะเป็นการแสวงหาความสุขทางโลกอย่างเหมาะสมเหมาะควร

.

“โมกษะ” เป็นเป้าหมายสูงสุดของการมีชีวิต หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไปสู่สภาวะสันติที่เป็นสุขเป็นนิรันดร์ คือการหลอมรวมอาตมัน (ธาตุของมนุษย์คนนั้น) เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับปรมาตมัน (สิ่งที่เป็นของแท้แน่นอนสูงสุด)

.

สำหรับเนื้อหาอื่นๆในหนังสือเล่มนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการวางแผนสร้างบ้านของ อ.วีระ เอง ซึ่งหากผู้สนใจหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ก็จะได้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเพิ่มเติมในเรื่องของการสร้างบ้านอีกด้วย สรุปได้ว่าเป็นหนังสือที่อ่านสนุก ได้ข้อคิดและปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่สอดแทรกไปกับการเลือกที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับช่วงวัยของชีวิตได้เป็นอย่างดี




ดู 0 ครั้ง0 ความคิดเห็น